Showing posts with label quiz. Show all posts
Showing posts with label quiz. Show all posts
Tuesday, May 20, 2014
การใช้ function ของ python 3.3
การเขียน python เน้นการลด code ให้สั้นลง
เช่น ยกเลิกการใช้ {} (Curly Bracket)
แต่หันมาใช้ การเว้าเข้าไป (indent) แทน
ไม่ต้องมี data type กวนใจ
และประมวลผลหลายตัวแปรพร้อมกันในบรรทัดเดียว
ผ่านเครื่องหมาย = เพียงตัวเดียว
ตัวอย่างนี้แสดงเลขอนุกรมรูปแบบหนึ่ง
ที่เกิดจากความสัมพันธ์ของตัวแปร 2 ตัว
คือ a กับ b
โดยมีการทำซ้ำด้วยคำสั่ง while
ตรวจสอบว่าของ b ถูกเพิ่มเกินค่าที่กำหนดหรือไม่
ถ้าเกินก็เลิกการทำซ้ำ ในการพิมพ์ค่า b
คำถาม
1. โปรแกรมนี้หยุดที่ 13 ถ้าจะให้หยุดที่ 21
ต้องแก้โปรแกรมที่จุดใด อย่างไร
2. ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าเลขที่ต่อจาก 13 คือ 21
แล้วถ้าแก้ให้พิมพ์ต่อจาก 21 ได้ เลขนั้นคืออะไร
Saturday, May 03, 2014
สอบ U-Net ถูกต่อต้าน (itinlife448)
3 พ.ค.57 ปัจจุบันในประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบระบบทุนนิยมที่ให้ความสำคัญกับการสอบอย่างมาก เพราะการสอบถูกใช้เพื่อชี้เฉพาะให้เห็นคุณลักษณะเฉพาะบุคคล เมื่อเข้าสอบแล้วทำให้ทราบผลว่าตนเองอยู่ระดับใด บกพร่องในประเด็นใดก็จะพัฒนาในส่วนนั้น การสอบ O-Net แบ่งวิชาที่สอบตามกลุ่มสาระ ทำให้บอกได้ว่าเด็กภาคเหนือ กับภาคใต้มีสาระใดต่างกันอย่างไร แล้ววางแผนเรื่องทรัพยากรที่จะเติมเต็มในพื้นที่ที่ขาด หรือจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเพื่อพัฒนาต่อยอด ในการสอบ O-Net ทำให้นักเรียนได้ตัวตน ผู้ปกครองรู้ถึงศักยภาพของบุตรหลาน และโรงเรียนทราบถึงจุดอ่อนจุดแข็งของโรงเรียน ส่วนการสอบท้องถิ่น สอบก.พ. สอบเข้าบริษัทเอกชน การสอบก็เพื่อสรรหาคนที่มีความสามารถแยกออกจากคนที่ไม่มีความสามารถตามตำแหน่ง ในระบบทุนนิยมเชื่อว่าคนที่สอบข้อสอบเฉพาะทางได้คะแนนสูงย่อมทำงานได้ดีกว่า
คนไทยกลุ่มหนึ่งให้ความสำคัญกับการวัดผลตนเอง และการหางานทำ จึงสมัครเข้าสอบแข่งขัน และพยายามทุกวิถีทางที่จะผ่านการสอบให้ได้ ในการสอบรับราชการหรือเข้าทำงานกับองค์กรท้องถิ่นมีการแข่งขันที่สูงมาก เช่น สมัคร 700 คน แต่รับ 4 คน หรือคิดเป็นไม่ถึง 1 ใน 100 ทีเดียว เนื่องจากเห็นว่าการสอบเป็นเรื่องสำคัญที่ใช้วัดคุณภาพของคน ใช้เป็นเกณฑ์แยกคนออกจากคน ดังนั้นคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เสนอให้ปีการศึกษา 2557 มีการจัดสอบ U-Net สำหรับระดับอุดมศึกษาขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้สทศ.ได้เคยจัดสอบสอบ O-Net ทั้งระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษามาแล้ว
เหตุผลที่มีการต่อต้าน เพราะเชื่อว่า U-Net ไม่ได้ช่วยวัดความรู้และมาตรฐานของบัณฑิตระดับปริญญาได้จริง เพราะแต่ละสถาบันก็มีหลักสูตรในการสอนที่ต่างกัน การสอบมากมายจะเป็นการบั่นทอนเวลาในการคิดสร้างสรรค์ และการทำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น แล้วสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ได้ประกาศว่าจะไม่ใช้คะแนน U-Net มาเป็นเกณฑ์ในการประเมินรอบ 4 (พ.ศ.2559-2563) ซึ่งกระแสการต่อต้านก็คาดว่าจะทำให้การสอบ U-Net ต้องถูกนำกลับไปทบทวนใหม่ว่าจะนำมาใช้หรือไม่
http://rightofwei.wordpress.com/2012/10/25/the-doe-encourages-cheating/
http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9570000048691
http://www.dlaapplicant.com/
http://www.kruwandee.com/news-id8700.html
http://www3.dlaapplicant.com/file/notice/notice5.pdf
ต่อต้านกันคึกโครม
เห็นว่าสอบ u-net ไม่สะท้อนคุณภาพที่แท้จริง
จากการจัดสอบ 3 ด้าน
1. ทักษะพื้นฐาน 4 วิชา ได้แก่
การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
การใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต คือ การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy)
การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)
2. คุณธรรม จริยธรรม (Moral Resoning)
3. ด้านทักษะวิชาชีพเฉพาะสาขาวิชา
ซึ่งในส่วนนี้ สทศ.จะร่วมมือกับสภาวิชาชีพ สมาคมวิชาชีพ
เพื่อนำผลทดสอบและผลประเมินที่มีมาตรฐานมาใช้เป็นส่วนหนึ่ง
แต่หากวิชาชีพนั้นไม่มีการทดสอบ สทศ.
ก็จะหารือเพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดทักษะวิชาชีพนั้นแต่ละสาขาแทน
http://www.thairath.co.th/content/419425
Saturday, April 26, 2014
ใช้เทคโนโลยีในห้องสอบไม่ได้ (itinlife 447)
ได้อ่านประกาศของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2557
ประเด็นการแต่งกายว่าทั้งหญิงและชายต้องใส่เสื้อยืด ไม่มีปก ไม่มีประดุม
ไม่มีกระเป๋า สวมกางเกงวอร์มขายาว ไม่อนุญาตให้สวมนาฬิกาหรือเครื่องประดับใด
และห้ามสวมรองเท้าและถุงเท้าเข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด จะเข้าห้องน้ำก็ให้เดินตาม
บัตรที่ใช้ก็ต้องเป็นบัตรประชาชน จะใช้ใบแทนหรือบัตรที่ส่วนราชการอื่นออกให้ไม่ได้
ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีความเข้มงวดมาก หากไม่ปฏิบัติตามก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสอบ
แล้วยังมีอีกหลายเงื่อนไขหากถูกพบระหว่างการสอบก็จะถูกสั่งให้ยุติการสอบ
เพราะเกรงว่าจะไม่เกิดความยุติธรรมในระหว่างผู้เข้าสอบด้วยกัน
เห็นได้ชัดว่าเราไว้เนื้อเชื่อใจกันไม่ได้อีกแล้ว เมื่อต้องเข้าสู่สนามสอบแข่งขัน
คาดว่าความเข้มงวดมีขึ้น เพื่อป้องกันผู้เข้าสอบกระทำการทุจริตในการสอบ
ทั้งโดยตนเอง หรือเป็นเครือข่าย เพราะเทคโนโลยีมีประโยชน์และใช้ในการสื่อสารทางไกลได้
เคยมีข่าวว่าผู้เข้าสอบกระทำการทุจริตโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการสื่อสาร
ทั้งสอบตำรวจ สอบข้าราชการ และสอบครู ก็ล้วนมีข่าวการทุจริตเป็นกระบวนการแบบเครือข่าย
อาทิ สอบครูผู้ช่วยปี 2556 พบปัญหาการทุจริตที่มากทั้งจำนวน และรูปแบบการทุจริต
เช่น ส่งบุคคลอื่นเข้าไปสอบแทน ส่งสัญญาณคำตอบให้คนในห้อง
ส่งสัญญาณด้วยเครื่องมือสื่อสาร และข้อสอบรั่วจึงพกเฉลยคำตอบเข้าห้องสอบ
การสื่อสารเป็นเรื่องที่มีประโยชน์
ผู้เข้าสอบจึงคิดว่าจะใช้เทคโนโลยีช่วยทุจริตในการสอบ
ด้วยการส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์ทั้งแบบมาตรฐาน และปรับแต่งใหม่
เมื่อผู้จัดสอบจากส่วนกลางทราบเรื่องก็หาวิธีป้องกัน โดยเฉพาะการพกพาอุปกรณ์ติดตัวเข้าห้องสอบ
เสื้อยืดที่ไม่มีกระเป๋าซุกซ่อนของ กางเกงวอร์มที่ทำให้การพกเอกสาร และอุปกรณ์สื่อสารได้ยาก
เครื่องประดับที่อาจปรับเป็นอุปกรณ์สื่อสารได้ จึงถูกห้ามนำเข้าห้องสอบ
แต่ความพยายามในการทุจริตเป็นสิ่งที่ยากจะหยุดยั้ง แม้จะห้ามปรามด้วยกระบวนการทางกฎหมาย
และคุณธรรม เรามาติดตามร่วมกันว่าจะมีข่าวทุจริตที่มาสั่นคลอนกระบวนการคุมสอบ
ความน่าเชื่อถือในการรักษาความยุติธรรมระหว่างผู้เข้าสอบ หรือต้องเพิ่มมาตรการเรื่องการแต่งกายที่ทำให้เกิดความโปร่งใสมากกว่านี้หรือไม่
Labels:
cheat
,
exam
,
itinlife
,
quiz
,
technology
Subscribe to:
Posts
(
Atom
)


