Showing posts with label itinlife. Show all posts
Showing posts with label itinlife. Show all posts

Sunday, July 06, 2014

รถยนต์แปลงร่างได้ แต่คนแปลงร่างไม่ได้ (itinlife 456)





            ดูภาพยนต์เรื่องทรานส์ฟอร์เมอร์ส 4 (Transformer) มหาวิบัติยุคสูญพันธุ์ (Age of Extinction) ที่ในเนื้อเรื่องเชื่อว่าทรานส์ฟอร์เมอร์สมีมาตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ การที่เห็นรถแปลงร่างได้แสดงว่าเป็นรุ่นใหม่ หลายคนบอกว่ารถยนต์คือปัจจัยที่ห้า และเป็นที่ใฝ่ฝันของหลายคน บางคนมีแล้วก็อยากมีใหม่ บางคนมีใหม่แต่อยากได้ใหม่อีกหลายคัน เหมือนที่ดารา หรือผู้มีฐานะนำรถยนต์หรูมาออกรายการว่ามีรถสวยหลายคัน มีข่าวทั้งพระและแม่ชีมีรถยนต์หรูคันละหลายล้านก็เป็นเพียงความต้องการของปุถุชนที่ยังหลงเหลืออยู่ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงทำให้ผู้ที่รักรถยนต์มีความรักเพิ่มขึ้นอีก
            เราได้เห็นรถยนต์แปลงร่างเป็นมนุษย์ คิด พูดและทำเหมือนมนุษย์ รวมถึงการเจ็บป่วยล้มตายก็เกิดขึ้นได้กับหุ่นยนต์กลุ่มออโต้บ็อทส์ เมื่อเปรียบเทียบหุ่นยนต์ และมนุษย์ กับรถยนต์ที่เราใช้ก็จะแตกต่างกันอย่างชัดเจนคือรถยนต์ไม่มีชีวิตจิตใจ เจ็บป่วยก็ซ่อมได้ และมักจะทำงานได้ดีกว่าเดิม หากตายแบบปกติวิสัยก็ซ่อมให้ฟื้นคืนชีพได้ แต่ถ้าตายจากเหตุประสานงากับรถยนต์คันอื่นก็คงต้องปล่อยให้ตายไปตลอดกาล การไปซ่อมให้ตื่นมาทำงานอีกครั้งอาจไม่คุ้มเท่าไปดาวน์รถยนต์คันใหม่
            การสร้างหุ่นยนต์ให้เหมือนมนุษย์เรียกว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid robot) จึงพบเห็นได้ทั่วไปทั้งในภาพยนตร์ หรือในชีวิตจริง เช่น การสร้างหุ่นยนต์เพื่อการแข่งขันเป็นการพัฒนาด้านการศึกษาค้นคว้าและวิจัย การสร้างหุ่นยนต์สนองความต้องการด้านบันเทิงของมนุษย์ของบริษัทเอกชนที่หวังผลทางการค้า การสร้างหุ่นยนต์ใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่หวังผลด้านการผลิต ปัจจุบันมีความพยายามทำให้หุ่นยนต์พูด แสดงท่าทาง ตอบสนองอย่างชาญฉลาด รวมไปถึงการคิดอย่างมนุษย์ จนมีการจัดทดสอบผลงานการพัฒนาเครื่องจักรที่เรียกว่า การทดสอบของทัวริง (Turing Test) ตั้งแต่ปีพ.ศ.2493 ว่าจะมีใครสามารถสร้างเครื่องจักรที่โต้ตอบกับมนุษย์ผ่านการพิมพ์บทสนทนาร่วมกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นทั้งคนและคอมพิวเตอร์ แล้วไม่อาจแยกออกว่าเป็นมนุษย์หรือเครื่องจักรก็จะถือว่าผ่านการทดสอบ ความพยายามยังคงดำเนินต่อไปและเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

Saturday, May 17, 2014

การแช่งแข็งเครื่องกันไวรัส (itinlife450)





            มีโอกาสไปพูดคุยกับข้าราชการจากหลายหน่วยงานที่ศาลากลางจังหวัดลำปางเกี่ยวกับความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ เพราะยุคต่อไปของการสื่อสารระหว่างส่วนราชการทั้งภายในหน่วยงาน ภายในจังหวัดและกับส่วนกลางจะเกิดมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ต้องเชื่อมสารสนเทศจากชุมชนสู่ส่วนกลางที่จังหวัดลำปางพัฒนาได้โดดเด่น การอบรมครั้งนี้มีคุณสำเริง ไชยแสน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำปางกล่าวเปิด และคุณศุกลรัตน์ จันทร์มณี หัวหน้ากลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร กำกับดูแล้วให้การประชุมอบรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สอดรับกับตัวชี้วัดของแผนยุทธศาสตร์จังหวัด แล้ได้พบเพื่อนที่เคยร่วมงานกันนานนับสิบปีจากหลายหน่วยงาน อาทิ คุณลักษณ์ คุณมิม คุณอิ่ม คุณถาวร และ คุณโอ๋
            การใช้โปรแกรมต่อต้านไวรัส (Antivirus) ในปัจจุบันไม่ซับซ้อนเหมือนในอดีต เพราะมีโปรแกรมที่ใช้ได้ฟรีและมีคุณภาพให้เลือกหลายโปรแกรม สิ่งสำคัญที่สุดคือการอัพเดทฐานข้อมูลไวรัส (Update) หรืออัพเกรด (Upgrade) เป็นโปรแกรมรุ่นใหม่ มีคำโบราณว่า การรักษาตัวรอดเป็นยอดคน เรื่องการพาตนเองให้ติดไวรัสจนเป็นภัยกับเครื่องคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกัน ดังนั้นข้อพึงปฏิบัติเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงไวรัสเบื้องต้น คือ ตระหนักในภัย ก่อนดาวน์โหลด ก่อนคลิ๊ก ก่อนเสียบแฟรชไดร์ฟ ก่อนเปิดเว็บไซต์ที่ไม่รู้จัก ก่อนติดตั้งโปรแกรม
            โปรแกรมต่อต้านไวรัสเป็นวิธีหนึ่งที่ต่อสู้กับไวรัส แต่อีกวิธีที่จะทำให้ไวรัสไม่ใช่ปัญหาสำคัญอีกต่อไป คือ การติดตั้งโปรแกรมระบบที่ทำให้ไม่บันทึกข้อมูลอย่างถาวรในการเปิดเครื่องใช้งานแต่ละครั้ง อาจใช้โปรแกรม deepfreeze, goback, virtualbox หรือ diskless ซึ่งนิยมใช้ในร้านเน็ต หรือห้องปฏิบัติการที่มีจำนวนคอมพิวเตอร์มาก ทำให้ไม่พบปัญหากวนใจรายวันอีกต่อไป ครั้งนั้นแนะนำเฉพาะโปรแกรม deepfreeze เพราะติดตั้งง่าย เป็นรุ่นที่ผู้พัฒนาเผยแพร่ให้ใช้ได้ฟรี มีข้อพึงระวังที่สำคัญคือต้องแยกระหว่างไดร์ฟที่เก็บโปรแกรมกับข้อมูลออกจากกัน เพราะส่วนที่เก็บโปรแกรมจะไม่จดจำ หากเขียนลงไปก็จะหายไปหลังรีสตาร์ทเครื่องใหม่ จึงต้องเก็บข้อมูลไว้เฉพาะในไดร์ฟที่เก็บข้อมูลเท่านั้น ถ้าเข้าใจชัดเจนก็จะใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีความสุข

Tuesday, May 13, 2014

หาเส้นทางท่องเที่ยวด้วยกูเกิ้ลแม็พ (itinlife449)


เหนือจดใต้ของจังหวัดภูเก็ต

            เทคโนโลยีพัฒนาไปมาก มีประโยชน์มากมายหากรู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว การไปในแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่รู้จักดีพอ หรือไม่เคยไปมาก่อนก็เหมือนเดินวนอยู่ในอ่าง ถ้าจังหวัดนั้น ไม่มีระบบบอกทางที่ดีพอก็จะทำให้นักท่องเที่ยวหลงทางได้โดยง่าย ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดภูเก็ตเลือกใช้การเช่ารถขับเองแบบเหมา 3 วัน ซึ่งประหยัดกว่าแบบทีละวัน ถ้าต้องเดินทางในภูเก็ตหลายวันระหว่างหาดกับตัวเมือง และมีผู้ร่วมเดินทางไปเต็มคันรถ การเช่ารถก็น่าจะสะดวก และประหยัดที่สุด เพราะค่าแท็กซี่แบบตุ๊กตุ๊กเป็นราคาสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยแท้ แล้วรถบัส หรือรถโพถ้องที่เป็นรถประจำทางของจังหวัดก็มีข้อจำกัดทั้งเวลา และเส้นทาง
            การใช้กูเกิ้ลแม็พ (Google map) แสดงเส้นทางระหว่างจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ทำให้การเดินทางด้วยพาหนะส่วนตัวสามารถทำได้ และไม่หลงทาง เป็นการเชื่อมต่อกับระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลก (GPS) ผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟน (Smart Phone) หรือแท็บเล็ตพีซี (TabletPC) ทำให้รู้ว่าการเดินทางแต่ละครั้งมีระยะทางเท่าใด ใช้เวลาเท่าใด เส้นทางใดเป็นแบบเดินรถทางเดียว (One-way) ช่วยป้องกันการหลงทาง และเกิดอุบัติเหตุสำหรับคนที่ไม่เคยชินเส้นทาง แล้วนักท่องเที่ยวก็ควรหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวผ่านระบบสืบค้นข้อมูลของกูเกิ้ล ว่าเคยมีนักท่องเที่ยวไปที่ใดมาบ้าง และที่ใดเป็นที่น่าประทับใจ หรือไม่แนะนำให้ไป
            การสื่อสารระหว่างผู้คนในเว็บบอร์ดที่เป็นการแลกเปลี่ยนแบบสองทางครึ่งอัตราหรือฮาร์ฟดูเพล็ก (Half duplex) จะมีข้อมูลทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อเรื่องราวต่าง ๆ และเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีสำหรับนักท่องเที่ยว แม้ความสมบูรณ์ของข้อมูลเหล่านั้นอาจเชื่อถือไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นแหล่งข้อมูลที่เกิดจากนักท่องเที่ยวมาสะท้อนคิดผ่านประสบการณ์ที่ผู้รับสารต้องกลั่นกรองให้ดี เพราะข้อมูลจากหนังสือนำเที่ยวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากไม่มีความคิดเห็นเชิงลบหรือทางเลือกอื่น ทั้งที่กิน ที่นอน และที่เที่ยวล้วนมีข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และต้องอ่านจากหลายแหล่ง เพราะนักท่องเที่ยวแต่ละคนมีประสบการณ์ และแหล่งแลกเปลี่ยนแตกต่างกัน การสืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่งจะทำให้การตัดสินใจเดินทางผิดน้อยกว่าถูกได้เสมอ


Saturday, May 03, 2014

สอบ U-Net ถูกต่อต้าน (itinlife448)


3 พ.ค.57 ปัจจุบันในประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบระบบทุนนิยมที่ให้ความสำคัญกับการสอบอย่างมาก เพราะการสอบถูกใช้เพื่อชี้เฉพาะให้เห็นคุณลักษณะเฉพาะบุคคล เมื่อเข้าสอบแล้วทำให้ทราบผลว่าตนเองอยู่ระดับใด บกพร่องในประเด็นใดก็จะพัฒนาในส่วนนั้น การสอบ O-Net แบ่งวิชาที่สอบตามกลุ่มสาระ ทำให้บอกได้ว่าเด็กภาคเหนือ กับภาคใต้มีสาระใดต่างกันอย่างไร แล้ววางแผนเรื่องทรัพยากรที่จะเติมเต็มในพื้นที่ที่ขาด หรือจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเพื่อพัฒนาต่อยอด ในการสอบ O-Net ทำให้นักเรียนได้ตัวตน ผู้ปกครองรู้ถึงศักยภาพของบุตรหลาน และโรงเรียนทราบถึงจุดอ่อนจุดแข็งของโรงเรียน ส่วนการสอบท้องถิ่น สอบก.พ. สอบเข้าบริษัทเอกชน การสอบก็เพื่อสรรหาคนที่มีความสามารถแยกออกจากคนที่ไม่มีความสามารถตามตำแหน่ง ในระบบทุนนิยมเชื่อว่าคนที่สอบข้อสอบเฉพาะทางได้คะแนนสูงย่อมทำงานได้ดีกว่า
    คนไทยกลุ่มหนึ่งให้ความสำคัญกับการวัดผลตนเอง และการหางานทำ จึงสมัครเข้าสอบแข่งขัน และพยายามทุกวิถีทางที่จะผ่านการสอบให้ได้ ในการสอบรับราชการหรือเข้าทำงานกับองค์กรท้องถิ่นมีการแข่งขันที่สูงมาก เช่น สมัคร 700 คน แต่รับ 4 คน หรือคิดเป็นไม่ถึง 1 ใน 100 ทีเดียว เนื่องจากเห็นว่าการสอบเป็นเรื่องสำคัญที่ใช้วัดคุณภาพของคน ใช้เป็นเกณฑ์แยกคนออกจากคน ดังนั้นคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เสนอให้ปีการศึกษา 2557 มีการจัดสอบ U-Net สำหรับระดับอุดมศึกษาขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้สทศ.ได้เคยจัดสอบสอบ O-Net ทั้งระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษามาแล้ว
    เหตุผลที่มีการต่อต้าน เพราะเชื่อว่า U-Net ไม่ได้ช่วยวัดความรู้และมาตรฐานของบัณฑิตระดับปริญญาได้จริง เพราะแต่ละสถาบันก็มีหลักสูตรในการสอนที่ต่างกัน การสอบมากมายจะเป็นการบั่นทอนเวลาในการคิดสร้างสรรค์ และการทำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น แล้วสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ได้ประกาศว่าจะไม่ใช้คะแนน U-Net มาเป็นเกณฑ์ในการประเมินรอบ 4 (พ.ศ.2559-2563) ซึ่งกระแสการต่อต้านก็คาดว่าจะทำให้การสอบ U-Net ต้องถูกนำกลับไปทบทวนใหม่ว่าจะนำมาใช้หรือไม่
http://rightofwei.wordpress.com/2012/10/25/the-doe-encourages-cheating/
http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9570000048691
http://www.dlaapplicant.com/
http://www.kruwandee.com/news-id8700.html
http://www3.dlaapplicant.com/file/notice/notice5.pdf

ต่อต้านกันคึกโครม
เห็นว่าสอบ u-net ไม่สะท้อนคุณภาพที่แท้จริง
จากการจัดสอบ 3 ด้าน
1. ทักษะพื้นฐาน 4 วิชา ได้แก่
การใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
การใช้สารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต คือ การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy)
การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)
2. คุณธรรม จริยธรรม (Moral Resoning)
3. ด้านทักษะวิชาชีพเฉพาะสาขาวิชา
ซึ่งในส่วนนี้ สทศ.จะร่วมมือกับสภาวิชาชีพ สมาคมวิชาชีพ
เพื่อนำผลทดสอบและผลประเมินที่มีมาตรฐานมาใช้เป็นส่วนหนึ่ง
แต่หากวิชาชีพนั้นไม่มีการทดสอบ สทศ.
ก็จะหารือเพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดทักษะวิชาชีพนั้นแต่ละสาขาแทน
http://www.thairath.co.th/content/419425

Saturday, April 26, 2014

ใช้เทคโนโลยีในห้องสอบไม่ได้ (itinlife 447)





            ได้อ่านประกาศของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2557 ประเด็นการแต่งกายว่าทั้งหญิงและชายต้องใส่เสื้อยืด ไม่มีปก ไม่มีประดุม ไม่มีกระเป๋า สวมกางเกงวอร์มขายาว ไม่อนุญาตให้สวมนาฬิกาหรือเครื่องประดับใด และห้ามสวมรองเท้าและถุงเท้าเข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด จะเข้าห้องน้ำก็ให้เดินตาม บัตรที่ใช้ก็ต้องเป็นบัตรประชาชน จะใช้ใบแทนหรือบัตรที่ส่วนราชการอื่นออกให้ไม่ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีความเข้มงวดมาก หากไม่ปฏิบัติตามก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสอบ แล้วยังมีอีกหลายเงื่อนไขหากถูกพบระหว่างการสอบก็จะถูกสั่งให้ยุติการสอบ เพราะเกรงว่าจะไม่เกิดความยุติธรรมในระหว่างผู้เข้าสอบด้วยกัน เห็นได้ชัดว่าเราไว้เนื้อเชื่อใจกันไม่ได้อีกแล้ว เมื่อต้องเข้าสู่สนามสอบแข่งขัน
            คาดว่าความเข้มงวดมีขึ้น เพื่อป้องกันผู้เข้าสอบกระทำการทุจริตในการสอบ ทั้งโดยตนเอง หรือเป็นเครือข่าย เพราะเทคโนโลยีมีประโยชน์และใช้ในการสื่อสารทางไกลได้ เคยมีข่าวว่าผู้เข้าสอบกระทำการทุจริตโดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการสื่อสาร ทั้งสอบตำรวจ สอบข้าราชการ และสอบครู ก็ล้วนมีข่าวการทุจริตเป็นกระบวนการแบบเครือข่าย อาทิ สอบครูผู้ช่วยปี 2556 พบปัญหาการทุจริตที่มากทั้งจำนวน และรูปแบบการทุจริต เช่น ส่งบุคคลอื่นเข้าไปสอบแทน ส่งสัญญาณคำตอบให้คนในห้อง ส่งสัญญาณด้วยเครื่องมือสื่อสาร และข้อสอบรั่วจึงพกเฉลยคำตอบเข้าห้องสอบ
            การสื่อสารเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ ผู้เข้าสอบจึงคิดว่าจะใช้เทคโนโลยีช่วยทุจริตในการสอบ ด้วยการส่งข้อมูลผ่านอุปกรณ์ทั้งแบบมาตรฐาน และปรับแต่งใหม่ เมื่อผู้จัดสอบจากส่วนกลางทราบเรื่องก็หาวิธีป้องกัน โดยเฉพาะการพกพาอุปกรณ์ติดตัวเข้าห้องสอบ เสื้อยืดที่ไม่มีกระเป๋าซุกซ่อนของ  กางเกงวอร์มที่ทำให้การพกเอกสาร และอุปกรณ์สื่อสารได้ยาก เครื่องประดับที่อาจปรับเป็นอุปกรณ์สื่อสารได้ จึงถูกห้ามนำเข้าห้องสอบ แต่ความพยายามในการทุจริตเป็นสิ่งที่ยากจะหยุดยั้ง แม้จะห้ามปรามด้วยกระบวนการทางกฎหมาย และคุณธรรม เรามาติดตามร่วมกันว่าจะมีข่าวทุจริตที่มาสั่นคลอนกระบวนการคุมสอบ ความน่าเชื่อถือในการรักษาความยุติธรรมระหว่างผู้เข้าสอบ หรือต้องเพิ่มมาตรการเรื่องการแต่งกายที่ทำให้เกิดความโปร่งใสมากกว่านี้หรือไม่

Saturday, April 19, 2014

ไวรัสติดคนหรือติดคอม (itinlife 446)




            ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) ในบทความนี้ไม่ได้หมายถึงจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการติดเชื่อในตัวคน เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือไวรัสฝีดาษ แต่เป็นไวรัสที่พบเห็นได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งไวรัสคอมพิวเตอร์ หมายถึง โปรแกรมชนิดหนึ่งที่สามารถทำสำเนาตัวเองไปติดในเครื่องคอมพิวเตอร์ และสามารถแพร่ระบาดไปยังเครื่องอื่นโดยเจ้าของเครื่องไม่ใช่ผู้ดำเนินการโดยตรง แต่ยังมีสิ่งที่เทียบเคียงได้กับไวรัส คือ ไวรัสจอมปลอม หรือไวรัสหลอกลวง (Hoax) หมายถึงไวรัสรูปแบบหนึ่งมีพฤติกรรมก่อกวนการใช้งานคอมพิวเตอร์ และผู้ใช้ทั่วไป มักมาในรูปจดหมาย ข้อความ ภาพในเว็บบอร์ด อีเมล หรือเครือข่ายสังคม ที่มีเนื้อหาบิดเบือนความเป็นจริง และอาศัยความหวังดีของมนุษย์ในการเป็นผู้ทำให้การระบาดเกิดขึ้น ถ้ามนุษย์ไม่หวังดีก็จะส่งผลให้ไวรัสหลอกลวงไม่สามารถระบาดได้ หากมีผู้หวังดีจำนวนมาก ก็จะส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของไวรัสหลอกลวงมากเช่นกัน

            ตัวอย่างของไวรัสหลอกลวง คือ มีผู้ออกแบบข้อความที่ต้องใช้หลักจิตวิทยา ทำให้ข่าวสารนั้นน่าเชื่อถือเป็นไวรัสหลอกลวง แล้วส่งต่อให้เพื่อนโดยมีข้อความให้เพื่อนที่หวังดีช่วยกันส่งต่อ เช่น ขณะนี้ฮอตเมล์จะเรียกเก็บค่าใช้บริการ ถ้าไม่อยากเสียค่าบริการ ให้ส่งข้อความนี้ไปให้บุคคลอื่นจำนวน 50 คน หรือ ถ้านำขวดน้ำ PET ที่ใช้แล้วมาใส่น้ำอีกหลายครั้งจะทำให้สารพิษหลุดลอกจากขวด หรือ มีสารอันตราย SLS ในแชมพู เครื่องสำอาง และสบู่เหลวเป็นสารก่อมะเร็ง ต่างประเทศเลิกใช้แล้ว หรือ โปรดระหว่างแฟ้ม jdbgmgr.exe ให้ลบซะ ซึ่งโปรแกรมต่อต้านไวรัสยังไม่รู้ว่านี่คือไวรัส ซึ่งทั้งหมดไม่เป็นความจริง แต่เป็นไวรัสหลอกลวง ที่ต้องการให้มีการเผยแพร่ต่อ ที่อาจก่อความเสียหายแก่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือทำลายความน่าเชื่อถือต่อผลิตภัณฑ์
            ไวรัสหลอกลวงไม่ได้ติดต่อกันผ่านระบบคอมพิวเตอร์ การติดไวรัสเหล่านี้อาศัยความหวังดีของคน และความไม่เข้าใจ ถ้ามี 2 อย่างนี้ก็เป็นการง่ายที่จะติดคน แล้วถูกแพร่กระจายทั้งผ่านเครือข่ายสังคม หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ได้ ปัจจุบันมนุษย์เราสนใจความเชื่อมากกว่าความจริง เมื่อได้รับข้อมูลข่าวสารเชิงลบก็มักจะเชื่อโดยไม่กลั่นกรอง แล้วพร้อมจะส่งต่อ เหมือนข่าวการเมืองที่เป็นข่าวเชิงลบของฝ่ายที่เราไม่ชอบก็จะส่งต่อหรือแบ่งปันโดยไม่ให้ความสำคัญกับความจริง แต่อาศัยความพึงพอใจเป็นสำคัญ

แนะนำเว็บไซต์




http://www.varietypc.net/web/hoax-virus/ เตือนฮอทเมล์เก็บตัว

http://www.rta.mi.th/53220u/html/danger.html ประเภทไวรัส




Think different